ความหมายของบล็อก

posted on 18 Jan 2010 10:09 by konsodclub
ความหมายของ Blog
Blog คืออะไร
Blog คืออะไร
September 30, 2005 at 12:44 am · Filed under ความรู้เรื่อง Blog
Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog บางคนอ่านคำ ๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก (Blog)
ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง
มีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นได้แค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างเช่นไดอารี่ หรือการบันทึกบทความที่ผู้เขียนบล็อกสนใจในด้านอื่นด้วย ที่เห็นชัดเจนคือ เนื้อหาบล็อกประเภท วิจารณ์การเมือง หรือการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองเคยใช้ หรือซื้อมานั่นเอง อีกทั้งยังสามารถแตกแขนงไปในเนื้อหาในประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย ตามแต่ความถนัดของเจ้าของบล็อก ซึ่งมักจะเขียนบทความเรื่องที่ตนเองถนัด หรือสนใจเป็นต้น
จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง
ในอดีตแรกเริ่ม คนที่เขียน Blog นั้นยังทำกันในระบบ Manual คือเขียนเว็บเองทีละหน้า แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ให้เราใช้ในการเขียน Blog ได้มากมาย เช่น
WordPress, Movable Type เป็นต้น
ผู้คนหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก หันมาเขียน Blog กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์ นักเขียน ตลอดจนถึงระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น NasDaq
เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา Blog เริ่มต้นมาจากการเขียนเป็นงานอดิเรกของกลุ่มสื่ออิสระต่าง ๆ หลาย ๆ แห่งกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญ ให้กับหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวชั้นนำ จวบจนกระทั่งปี 2004 คนเขียน Blog ก็ได้รับการยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่าง ๆ ถึงความรวดเร็วในการให้ข้อมูลตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนกระทั่งเรื่องราวของการประชุมระดับชาติ
ที่มา
http://www.keng.com/?p=15

ทำนายลักษณะเนื้อคู่

posted on 11 Jan 2010 17:04 by konsodclub

ทำนายลักษณะเนื้อคู่

1.นำวันเดือนปีเกิดของตัวเองมาบวกกัน

* วัน อาทิตย์ = 1 / จันทร์ = 2 / อังคาร = 3 / พุธ = 4 / พฤหัสบดี = 5 / ศุกร์ = 6 / เสาร์ = 7

* เดือน ม.. = 1 / .. = 2 / มี.. = 3 / เม.. = 4 / .. = 5 / มิ.. = 6 / .. = 7

.. = 8 / .. = 9 / ..= 10 / ..= 11 / .. = 12

* ปี ชวด = 1 / ฉลู = 2 / ขาล = 3 / เถาะ = 4 / มะโรง = 5 / มะเส็ง = 6 / มะเมีย = 7

มะแม = 8 / วอก = 9 / จอ = 10 / ระกา = 11 / กุน = 12 ปี

2. นำผลลัพธ์ที่ได้มาคูณด้วย 7

3. เสร็จแล้วหารด้วย 9 อีกที

4. เหลือเศษเท่าไร เก็บเอามาดูเฉลยได้เลย

คำเฉลย

ไม่เหลือเศษ

เนื้อคู่ของคุณคนนี้นิสัยดี ฐานะดี เป็นคนจริงจัง ชอบคบค้าสมาคมกับคนอื่น ชอบเข้าสังคม มีความมานะ อดทน เป็นคนที่ต้องการให้คนอื่นมาเอาใจและต้องการให้มีคนมารายล้อมเขามากๆ ชอบท่องเที่ยวไปทุกหนทุกแห่ง บางครั้งก็เป็นคนที่โรแมนติกทีเดียว แต่ต้องระวังให้ดีล่ะ เพราะเค้าคนนี้เจ้าชู้มากเลย

เหลือเศษ 1

ลักษณะภายนอกเป็นคนผิวขาว นิสัยเจ้าระเบียบ ใจเย็น จึงต้องการให้คุณอยู่ในระเบียบที่เขากำหนดไว้อย่างเคร่งครัด แต่เป็นคนที่รักใครแล้วรักจริง และพร้อมเสมอที่จะแต่งงานกับคุณ ขอเพียงคุณเอ่ยปากตกลงเท่านั้นแหละ

เหลือเศษ 2

เป็นคนไม่ถือตัว รูปร่างสันทัด ผิวสองสี เป็นคนร่าเริง มารยาทเรียบร้อย เสมอต้นเสมอปลาย รักเดียวใจเดียว เป็นคนง่ายๆ ชอบตามใจคนอื่น ไม่ค่อยมีพิธีรีตองอะไรมากมายนิสัยดี จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใครๆก็รัก ค่อนข้างเจ้าชู้ แต่ถ้ารักใครรักจริง

เหลือเศษ 3

เป็นคนผิวขาวเหลือง นิสัยใจคอเด็ดเดี่ยว มีความมั่นใจในตัวเองสูง ช่างเจรจามนุษยสัมพันธ์ดี เขาจึงมีเพื่อนฝูงมากมาย เป็นผู้นำกลุ่มได้ดี

เหลือเศษ 4

เป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองเป็นที่สุด รักอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับให้ทำอะไร และมีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก ในการงาน ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ปกติแล้วเป็นคนร่าเริงสนุกสนาน ไม่ถือตัว ช่างพูดช่างคุย แต่บางครั้งก็มีอารมณ์อ่อนไหวไปบ้างเหมือนกัน

เหลือเศษ 5

เขาหรือเธอคนนี้มีรูปร่างสันทัด ผิวขาว มีน้ำใจดี อารมณ์ดีได้ทั้งวัน ปากหวาน บางครั้งก็สุขุมเยือกเย็น และอ่อนน้อม พอๆกับอ่อนไหว แสนงอน และก็ขี้หึง และเก็บความรู้สึกได้เก่งมาก ยากที่จะเดาใจออก เว้นแต่จะพูดออกมา ซึ่งจะพูดแบบตรงไปตรงมา

เหลือเศษ 6

เป็นคนผิวค่อนข้างขาวนิสัยอ่อนโยน เข้ากับคนอื่นได้ง่าย คุณว่าไงก็ว่าตามกันไม่มีขัดใจช่างเอาอกเอาใจคนอื่น (รวมทั้งคุณด้วยแหละ) เลยเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ใครๆก็รัก

เหลือเศษ 7

เนื้อคู่ของคุณเป็นคนมีนิสัยอ่อนโยน อ่อนไหวง่าย รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ที่ไหนนาน ชอบที่จะสนุกสนานไปเรื่อยๆ แต่จริงใจและจริงจังกับความรักนะ ไม่ชอบให้ใครบังคับ ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร ไม่ชอบพึ่งพาคนอื่น ชอบทำอะไรด้วยความสามารถของตัวเอง และชอบประดิษฐ์คิดค้น

เหลือเศษ 8

จะเป็นคนรูปร่างสันทัด ผิวสองสี ชอบเอาอกเข้าใจผู้อื่น ชอบพบปะผู้คนมากหน้าหลายตา สังสรรค์ พูดคุยกับผู้อื่น เป็นคนเปิดเผย ง่ายๆ สบายๆ นอกจากนั้นก็ยังเป็นคนเก็บความลับไม่อยู่และเป็นคนที่จิงจังกับความรักมากๆถ้าคุณเป็นคนเจ้าชู้

เหลือเศษ 9

เป็นคนผิวขาว เงียบๆ ช่างคิด ชอบคิดอะไรเงียบๆคนเดียว แต่มักจะคิดอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น ด้วยความเป็นตัวของตัวเอง เลยไม่ค่อยแคร์คนอื่นเท่าไร ชอบความเป็นผู้นำ และเป็นผู้นำระบอบเผด็จการเสียด้วยสิ

วิธีการแต่งหน้า

posted on 11 Jan 2010 16:58 by konsodclub
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการแต่งหน้า


1.รองพื้นสีไม่เข้ากับผิวหน้า

 
ไม่ว่าสีของรองพื้นจะเข้มเกินไปหรืออ่อนเกินไป เมื่อใช้แล้วจะไม่ทำให้ผิวเป็นไปตามธรรมชาติ มองดูเหมือนสวมหน้ากาก ดังนั้นวิธีการเช็คสีของรองพื้นมีข้อแนะนำว่า ควรเช็คกับสีผิว โดยเช็คกับปลายคาง ทางบ่างๆ จะมองดูความกลมกลืนได้สมจริวกว่า เพราะทาที่หลังมือจะได้โทนสีที่ต่างไป ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกสีเครื่องสำอางที่จะใช้ในเวลากลางวัน ซึ่งดีกว่าเลือกสีภายใต้แสงนีออน

วิธีทดลองว่ารองพื้นใช้ได้ดีกับสีผิวหรือไม่ให้ใช้ฟองน้ำชื้นๆ ช่วยเพราะจะทำให้ติดทนเนียน การทารองพื้นตรงบริเวณที่คางกับที่คอจะต้องให้มองดูเป็นสีเดียวกัน จึงจะดูไม่หลอกตา

2.การใช้แป้งแข็งมากเกินไป
 
แป้งแข็งจะช่วยให้รองพื้นเรียบและสวยงาม ติดทนอยู่บนใบหน้า แต่ถ้าใช้มากเกินไปจะมองดูผิวหน้าหนา วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ผิวหน้ากลมกลืนให้ใช้แปรงปัดแก้มขนาดใหญ่ เมื่อใช้พัฟฟ์หรือสำลีกลมๆ แตะแป้งแข็งทาหน้า แล้วทิ้งไว้ 2-3 นาที ใช้แปรงอันใหญ่ปัดส่วนเกินออก จึงจะทำให้ผิวหน้านวลเนียน

 3.การใช้ครีมปกปิดบนใบหน้า
 
การใช้ครีมปกปิดริ้วรอย ตามรอยตีนตา ต้องใช้อย่างระมัดระวัง อย่าให้เป็นวงดำ และระวังอย่าใช้ครีมสีอ่อนกว่าผิว จากนั้นจะต้องทาเกลื่อนให้เนียน ถ้าไม่ทำเช่นนี้จะทำให้บริเวณรอยที่ต้องการปกปิด จะกลายเป็นจุดดึงดูดสายตาของผู้มอง


4.การพรางจุดที่บกพร่องบนใบหน้า
 
จากศิลปะการแต่งหน้าสามารถแต่งหน้าให้ดูกรามเล็กลง มองดูจมูกโด่ง มองดูหน้าผากแคบเข้า ใช้วิธีแรเงาด้วยแป้งแข็ง หรือรองพื้นที่สีเข้มกว่าผิว  แต่ต้องระวังไม่ให้เข้มจนเกินไป ควรเลือกสีที่เข้มกว่าให้เหมาะสม และวิธีที่ดีที่สุดในการเลือกสีเปรียบเทียบควรเลือกในเวลากลางวันดีกว่าเวลากลางคืน


5.การใช้แปรงปัดแก้ม
 
ใช้แปรงแต้มรูจปัดแก้มเล็กน้อย จะทำให้มองดูผิวพรรณมีสุขภาพดี เพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวา แต่ถ้ามากไปจะมองดูเวอร์เกินไป เลือกใช้แปรงปัดแก้ม แต้มรูจที่มีสีเหมาะกับผิว รูจสีกุหลาบใช้สำหรับผิวขาวซีด สีชมพูสำหรับคนที่มีผิวปานกลาง และสีน้ำตาลอมทอง สำหรับผู้ที่มีผิวสีเข้ม ใช้ส่วนที่กว้างที่สุดของแปรงทาแก้มปาดแปรงไปตามโหนกแก้มจนถึงขมับ ปัดให้บางเบาระวังอย่าให้เป็นเส้นเป็นใช้ได้


6.ก่อนทาริมฝีปากด้วยลิปสติค ควรจะใช้ดินสอเขียนขอบปาก

เพื่อริมฝีปากที่ได้รูป และกันไม่ให้ลิปสติคเปรอะออกมานอกขอบปาก ควรใช้ดินสอเขียนปากเสียก่อน เส้นรอบปากที่ได้รูปจะช่วยเน้นให้มองเห็นริมฝีปากที่สวยได้รูป จุดหลักที่จะให้เส้นขอบปากเข้ากับลิปสติคที่ทา ควรทาลิปสติคอย่างเบามือ หรือใช้พู่กันทาลิปสติกทาลงบนริมฝีปาก ทำให้ลิปสติกสม่ำเสมอ เลือกดินสอวาดขอบปากที่สีใกล้เคียงกับสีปากโดยธรรมชาติที่สุด


7.การแต่งหน้าที่สีไม่เข้ากับผิวหน้าจะทำให้มองดูไม่สวย

 การเมคอัพแก้มและปากสีจะต้องกลมกลืนไปในโทนเดียวกัน เช่นจะไม่ใช้ลิปสติคสีแดง และใช้รูจทาแก้มสีแดงอมส้ม ไม่ควรแต่งหน้าให้ส่วนหนึ่งส่วนใดมองดูเด่นกว่าส่วนอื่น ถ้าทาตามากเกินไปจะทำให้จุดสนใจอยู่ที่ตา ไม่ใช้ที่แก้มและริมฝีปาก

8.การโรยกากเพชร

การแต่งหน้าแบบโรยกากเพชรจะทำให้ใบหน้ากระด้างดูไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งจะเน้นให้มองเห็นจุดบกพร่องบนใบหน้า การโรยกากเพชรที่ตา โหนกแก้ม ริมฝีปากที่ทาลิปสติคแล้ว จะทำให้มองดูใบหน้าเวอร์เกินไป แต่ถ้าต้องการให้หน้ามีแสงวูบวาบ ก็ให้ใช้กากเพชรโรยใต้คิ้ว จะทำให้หนังตามีประกายสดใสช่วยดึงดูดให้มีผู้มองดูอย่างเหลียวหลัง


9.ทาอายแชโดว์อ่อนเกินไปหรือเข้มเกินไป
 
การทาอายแชโดว์เป็นการเน้นดวงตา ถ้าทาหนักมือหรือใช้สีที่เข้มเกินไป จะทำให้มองดูตาแห้งแล้ง ในขณะที่แต่งดวงตาจะเริ่มที่จุดกึ่งกลางตา สำหรับเวลากลางวันควรใช้สีประกอบด้วยโทน 3 สี คือสีน้ำตาลเข้ม สีสนิมเหล็ก และสีเบจ ปัดส่วนที่เข้มที่สุดไปตามรูปตา แล้วไฮไลท์เปลือกตาด้วยสีที่อ่อนที่สุบริเวณใต้คิ้ว

10.ทาเส้นขอบตาหนา ดำเกินไป
 
การทาขอบตาด้วยสีเข้มหนาหนักเกินไป ไม่เหมาะสำหรับเวลากลางวัน ถ้าใช้ชนิดน้ำควรเปลี่ยนมาใช้เป็นแบบดินสอเขียนที่นุ่มๆ หรือไม่ก็เป็นดินสอเขียนขอบตาสีน้ำตาล เทา หรือเลือกสีที่เข้ากับสีทาตา เช่น น้ำเงิน-เทา พลัม เขียว วาดเส้นขอบตาบนจากขอบตาด้านในออกมาข้างนอก และวาดเส้นขอบตาล่างจากกึ่งกลางตาออกมาแล้วปัดให้มองดูกลมกลืนกันด้วยคัดตอนบัด


11.การใช้มาสคาร่า
 
การแต่งหน้าที่มองดูมากเกินไปอยู่ที่การใช้มาสคาร่า มาสคาร่าที่ทาหนาๆ บนขอบตาจะช่วยเน้นให้มองเห็นจุดเด่น ให้ใช้มาสคาร่าตอนล่างหรือบนขอบตาเท่านั้น แล้วใช้แปรงเบาๆปัดขนตาอีกนิดหน่อย เท่านี้พอแล้ว ถ้าทามากจะดูเหมือนตาถลนกลายเป็นไม่สวย ควรเริ่มแต่งแต้มแต่เพียงเบาๆ ก่อน จนแน่ใจว่าทาแล้วสวยจึงจะบรรจงใช้ให้ถูกใจ


12.วิธีทดสอบผิวหน้า

 วิธีการทอสอบผิวหน้าว่าจะเหมาะกับสีผิวของบลัชออนทำได้ดังนี้ ใช้กระดาษขาว 1 แผ่น วางแตะไว้ใต้คาง แล้วส่องกระจกโดยใช้แสงธรรมชาติ หรือแสงแดดดูรอยที่สะท้อนลงบนแผ่นกระดาษแล้วพิจารณาเงาที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

 -ถ้าเงาสะท้อนเป็นสีเบจ เป็นสีเทาแกมแดง หรือสีเหมือนทราย แสดงว่าผิวหน้ามีสีขาว ให้ใช้แป้งฝุ่นสีแดงปนเหลือง หรือสีดินที่ออกม่วง

 -ถ้าเงาสะท้อนเป็นสีเหลืองแสดงว่า เรามีผิวขาวซีด ให้ใช้แป้งฝุ่นสีแดงปนเหลือง ที่อ่อนกว่าผู้มีผิวสีขาว หรือสีกุหลาบชมพูอมม่วง

 -ถ้าเงาออกสีแดงเรื่อๆ แสดงว่าผิวหน้าออกแดง ให้ใช้สีบรอนซ์ หรือสีออกแดง สีเหลืองปนแดง หรือสีอิฐออกแดงหรือแดงแสด

 -ถ้าเงาสะท้อนออกเป็นสีเขียวให้ใช้สีชมพูเข้มหรือสีแดงสด
 
-ถ้าผิวหน้าค่อนข้างคล้ำควรใช้แป้งฝุ่นสีแดงแก่หรือแดงผสมสีน้ำตาลไหม้


ความรู้เรื่องการเลือกโทนสี
 
สีสันคือสิ่งปรากฎชัดที่สุดบนใบหน้า และคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของสี คือสามารถก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างแก่ผู้มองเห็นได้
 
-สีแดง หมายถึง มีเสน่ห์ ร้อนแรง โดดเด่น
 
-สีชมพู หมายถึง นุ่มนวล อ่อนหวาน
 
-สีส้ม หมายถึง มีชีวิตชีวา เร่งเร้า กระตือรือร้น
 
-สีเหลือง หมายถึง ร่าเริง เบิกบาน
 
-สีเขียว หมายถึง สดชื่น สงบ เยือกเย็น
 
-สีฟ้า หมายถึง สดใส ผ่อนคลาย
 
-สีน้ำเงิน หมายถึง ภูมิฐาน สง่างาม
 
-สีม่วง หมายถึง  ดึงดูดใจ ลึกลับ หรูหรา
 
-สีน้ำตาล หมายถึง  อบอุ่น สุขุม เรียบง่าย
 
การเลือกใช้โทนสีไม่มีหลักเคร่งครัดให้ต้องยึดถือปฏิบัติ เช่นการแต่งหน้าแบบอ่อนหวาน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แต่สีชมพูสีเดียว หรือแบบสง่างามก็ไม่จำเป็นต้องใช้สีน้ำเงินเท่านั้น เพียงแต่นำโทนสีที่บอกอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองและสถานการณ์เท่านั้นก็พอ

ยกเว้นการแต่งหน้าแบบสมาร์ทที่น่าจะกำหนดไว้ให้แต่งด้วยนกลุ่มสีเอิร์ธโทน อันมีสีน้ำตาลเป็นสีพื้นหลัก จึงจะเหมาะสมที่สุด


แต่งหน้าโทนร้อน-โทนเย็น
 
-โทนร้อน
หมายถึงสีที่มีพื้นสีเหลืองผสมอยู่เป็นหลัก เช่นสีส้ม สีน้ำตาล สีแดงที่ใกล้เคียงมาทางส้ม
 
-โทนเย็น หมายถึงสีทีมีพื้นสีเป็นสีน้ำเงิน เช่น สีฟ้า สีเขียว สีชมพู สีม่วง สีแดงที่ใกล้เคียงมาทางม่วง เป็นต้น
ในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า หากแต่งหน้าโทนร้อนก็ต้องแต่งโทนร้อนทั้งหน้า หรือหากแต่งโทนเย็นก็ต้องเย็นให้หมดทุกส่วน แต่อันที่จริงไม่จำเป็นเลย การแต่งตาโทนร้อนนั้นใช้ได้กับคนไทยทุกคนอยู่แล้ว เพราะเราใช้สีน้ำตาลช่วยในการเฉดดิ้งและแก้ไขรูปตาให้มีมิติ

จากนั้นจะทาปากโทนร้อนหรือเย็นก็ได้ทั้งนั้น หรือแม้จะแต่งตาด้วยสีโทนเย็นเราก็ยังต้องมีโทนร้อน คือสีน้ำตาลแก้ไขรูปตาไว้ก่อนอยู่แล้ว

ฉะนั้นจะทาปากโทนเย็นหรือร้อน ก็ยังไปด้วยกันได้เหมือนเดิม สรุปแล้วคือ จะเป็นสีโทนร้อนหรือโทนเย็น ไม่น่าจะเป็นเงื่อนไขให้ต้องคำนึงถึงในการแต่งหน้า